S.K. Chemical

คู่มือการใช้และดูแลรักษาเครื่องแก้ววัดปริมาตรตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025

คู่มือการใช้และดูแลรักษาเครื่องแก้ววัดปริมาตรตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025

     เครื่องแก้ววัดปริมาตร (Volumetric Glassware) เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่สำคัญที่สุดในห้องปฏิบัติการเคมีวิเคราะห์ เนื่องจากความถูกต้องของผลการวิเคราะห์ โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความละเอียดสูง (Trace Analysis) หรือการควบคุมคุณภาพยา (QC) ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้และการดูแลรักษาเครื่องแก้วที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 4787:2021 และ ISO/IEC 17025:2017,

เครื่องแก้ววัดปริมาตร (Volumetric Glassware) เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่สำคัญที่สุดในห้องปฏิบัติการเคมีวิเคราะห์ เนื่องจากความถูกต้องของผลการวิเคราะห์ โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความละเอียดสูง (Trace Analysis) หรือการควบคุมคุณภาพยา (QC) ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้และการดูแลรักษาเครื่องแก้วที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 4787:2021 และ ISO/IEC 17025:2017,

1. ประเภทและระดับความแม่นยำของเครื่องแก้ว

เครื่องแก้ววัดปริมาตรแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ:

  • To Contain (TC/In): เครื่องแก้วที่ใช้วัดปริมาตรของเหลวที่บรรจุอยู่ภายใน เช่น ขวดกำหนดปริมาตร (Volumetric Flask) และกระบอกตวง,
  • To Deliver (TD/Ex): เครื่องแก้วที่ใช้วัดปริมาตรของเหลวที่จะถ่ายออกจากภาชนะภายใต้แรงโน้มถ่วง เช่น บิวเรต (Burette) และปิเปต (Pipette),

นอกจากนี้ยังแบ่งตามระดับความแม่นยำเป็น Class A ซึ่งมีความคลาดเคลื่อน (MPE) ต่ำ เหมาะสำหรับงานวิเคราะห์เชิงปริมาณ และ Class B ที่มีความคลาดเคลื่อนเป็น 2 เท่าของ Class A เหมาะสำหรับงานทั่วไปหรือการศึกษา

 

2. หลักการใช้งานที่ถูกต้องเพื่อลดความคลาดเคลื่อน

  • การอ่านค่า Meniscus: สำหรับน้ำและสารละลาย (Concave Meniscus) ต้องอ่านที่ส่วนโค้งต่ำสุด โดยระดับสายตาต้องขนานกับขีดบอกปริมาตรเพื่อป้องกัน Parallax Error ซึ่งหากมองจากมุมสูงจะทำให้อ่านค่าสูงเกินจริง และมองจากมุมต่ำจะทำให้อ่านค่าต่ำกว่าความเป็นจริง,
  • ผลของอุณหภูมิ: เครื่องแก้วได้รับการสอบเทียบที่อุณหภูมิมาตรฐาน 20°C หากใช้งานในอุณหภูมิที่ต่างออกไป ปริมาตรของทั้งแก้วและของเหลวจะเปลี่ยนแปลง จึงต้องปล่อยให้เครื่องแก้วและสารเคมีปรับสมดุลอุณหภูมิกับห้องปฏิบัติการอย่างน้อย 30 นาทีก่อนใช้งาน
  • ข้อควรระวังเฉพาะอุปกรณ์:
    • Volumetric Flask: ห้ามนำไปอบร้อนหรือใช้เป็นภาชนะให้ความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้แก้วขยายตัวจนปริมาตรผิดพลาด และห้ามเก็บสารละลายด่างแก่ไว้นานเกินไปเพราะจะกัดกร่อนแก้ว
    • Pipette: ต้องทำการล้าง (Conditioning) ด้วยสารละลายที่จะวัด 3 ครั้งก่อนใช้งาน และห้ามเป่าหยดสุดท้ายที่ปลายปิเปต (Blow-out) สำหรับ Class A เว้นแต่ระบุไว้,
    • Burette: ต้องตรวจสอบก๊อก (Stopcock) ไม่ให้รั่วและไม่มีฟองอากาศที่ปลายก่อนเริ่มไทเทรต,

 

3. การล้างและการบำรุงรักษา

     เครื่องแก้วที่สะอาดเพียงพอจะแสดงพฤติกรรม Sheeting คือน้ำจะไหลลงอย่างสม่ำเสมอโดยไม่เกิดหยดน้ำเกาะ (Beading) ขั้นตอนการล้างควรเริ่มจากน้ำก๊อก ตามด้วยน้ำยาล้างห้องแล็บ และล้างด้วยน้ำบริสุทธิ์ (Purified Water) อย่างน้อย 3 ครั้ง ข้อห้ามสำคัญ: หลีกเลี่ยงการใช้ Chromic Acid เนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็ง ควรใช้สารละลายที่เป็นด่างทดแทน และห้ามอบแห้งเครื่องแก้ว Class A ในเตาอบร้อนเพราะจะทำให้ขีดสอบเทียบเคลื่อน

 

4. การสอบเทียบและการจัดการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025

     ตามข้อกำหนดของ ISO/IEC 17025 ห้องปฏิบัติการต้องมีการสอบเทียบเครื่องแก้วอย่างสม่ำเสมอ (แนะนำ 1 ครั้งต่อปีสำหรับ Class A) โดยวิธีที่แม่นยำที่สุดคือ Gravimetric Method (การชั่งน้ำหนักน้ำและคำนวณปริมาตร),, ข้อมูลที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย:

  • Calibration Certificate: ใบรับรองผลการสอบเทียบพร้อมค่าความไม่แน่นอน (Uncertainty)
  • Equipment Register: ทะเบียนเครื่องมือและประวัติการสอบเทียบ
  • การจัดการเครื่องแก้วที่สอบเทียบไม่ผ่าน (Fail): ต้องแยกออกจากการใช้งานทันที ติดป้าย ‘OUT OF SERVICE’ และประเมินผลกระทบย้อนหลังต่อผลการวิเคราะห์ที่ผ่านมา
Scroll to Top